เส้นชัย ใครเป็นคนกำหนด

ไม่ได้อยากกระโจนเข้าสู่ ‘การแข่งขัน’ แต่เด็กไทยในยุคปัจจุบันก็หนีวัฏจักรของการดิ้นรนสู่ความเป็นที่ 1 ในโลกแห่งทุนนิยมเสรีไม่พ้น

“ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ก็คือ ผู้ชนะและผู้แพ้ สิ่งที่ฝังลึกลงไปถึงแก่นแท้ภายในจิตใจของคุณแต่ละคนนั้นคือ ผู้ชนะ ซึ่งพร้อมแล้วที่จะถูกปลดปล่อยออกมา…ห้ามลังเล ห้ามบ่น ห้ามโทษคนอื่น ผมอยากให้คุณก้าวออกมาสู่โลกของผู้ชนะ”

ประโยคเริ่มเรื่องในหนังแนว Road Movie อย่าง Little Miss Sunshine ที่ออกฉายเมื่อหลายปีก่อน สะท้อนความเป็นทุนนิยมเสรีได้อย่างชัดเจน เพราะหัวใจสำคัญของสังคมในรูปแบบที่ว่านั้นก็คือ “การแข่งขัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเราทุกวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว หากมองในแง่ดี การแข่งขันจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ทว่า ในทางกลับกัน เกมการแข่งขันก็ทำให้มนุษย์แปลกแยกออกจากกันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในสังคมเมืองขนาดใหญ่ที่ระบบการแข่งขันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกๆ กิจกรรมของการดำเนินชีวิต

และไม่เพียงแค่ “ผู้ใหญ่” เท่านั้นที่ต้องชิงชัยเพื่อเป้าหมายที่ต้องการ แต่ “เด็ก” ที่เป็นความหวังของทุกคน ก็หนีไม่พ้นวังวนแห่งการแข่งขันนี้เช่นกัน

0 0 0 0 0

ในอดีต “การศึกษา” ดูเหมือนจะเป็น “หน้าที่” เพียงอย่างเดียวที่ผู้ปกครองคาดหวังกับเด็กๆ โดยมักจะมีชุดคำพูดที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ “เรียนสูงๆ จะได้ทำงานดีๆ” เด็กไทยจึงแข่งขันชิงดีกันด้วยการศึกษา ซึ่งนอกจากห้องเรียนปกติที่ว่ากันว่า เด็กไทยใช้เวลาในห้องเรียนมากที่สุดในโลกแล้ว สถาบันกวดวิชาต่างๆ ก็ยังทำหน้าที่ราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเด็กๆ ด้วย

แต่…เครียดกับการเรียนยังไม่พอ ทุกวันนี้เด็กไทยยังต้องแข่งขันกับคนอื่นด้วยการแสดงออกถึงศักยภาพภายในที่โดดเด่น ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของสถาบันพัฒนาศักยภาพ “for kids” ที่เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอรูปแบบการแข่งขันสำหรับเด็ก โดยมี concept ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ได้รับความสนใจจากเด็กๆ และผู้ปกครองมากมายทีเดียว

“คิดว่าเป็นแนวโน้มของสังคมมากกว่า อาจจะเชื่อมโยงกับคำตอบที่ว่า พ่อแม่มีลูกน้อยลง เพราะฉะนั้น พอเห็นลูกเพื่อนค่อนข้างเก่ง เราก็ต้องมองหาจุดเก่งของลูกเราด้วย มันก็เลยนำไปสู่การกระตุ้นตั้งแต่เล็กๆ มันไม่ใช่แค่สถาบันสอนร้องเพลงหรืออะไร บางคนก็ไปสถาบันสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 ขวบ อะไรแบบนี้ จริงๆ แล้วมันถูกส่งเสริมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วกระตุ้นมาเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งที่เด็กสามารถประกวดได้ แข่งขันได้ พ่อแม่ก็พยายามส่งเสริม ถามว่าเป็นเพราะกระแสมั้ย เปรียบเทียบกับคนอื่นมั้ย คิดว่ามีส่วน แต่มันคงบวกกับมีลูกน้อยลง บางบ้านก็มีคนเดียว หรือ 2 คน มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีเป็นสิบ เพราะฉะนั้นความคาดหวังก็มากขึ้น ร่วมกับสังคม สื่อ ทีวี อินเตอร์เน็ตก็ประโคมเรื่องการแข่งขันค่อนข้างสูง แนวโน้มก็เลยทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูงขึ้น รุนแรงขึ้น” แพทย์หญิงโสรยา ชัชวาลานนท์ กุมารแพทย์, จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ อธิบายถึงเด็กยุคใหม่กับการแข่งขัน

คุณหมอโสรยา เสริมต่อว่า จริงๆ แล้ว การแข่งขันสามารถมองได้ 2 ด้าน คือ ด้านบวกและด้านลบ สำคัญอยู่ที่ว่าผู้ปกครองจะทำให้เด็กๆ มองการแข่งขันไปในทิศทางไหน

“ในด้านบวกมันก็มี คือเด็กจะได้พัฒนาตัวเอง เป็นเด็กที่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่ใช่เด็กลอยไปลอยมา อะไรก็ไม่เอา ถามว่าพอเด็กได้รับการพัฒนาจนถึงตรงนี้ก็ถือว่ามีจุดแข็ง เวลาเด็กมีจุดแข็งก็เอาไปใช้ได้หลายอย่าง เช่นเวลาที่ตัวเองอาจจะอ่อนด้อยด้านไหน เราก็สามารถเสริมจุดแข็งมาชดเชยตรงนั้นได้ ก็จะทำให้เหมือนตัวตนเด็กก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ยังภูมิใจในตัวเอง ฉันเรียนไม่เก่ง แต่ฉันร้องเพลงเก่ง ก็สามารถชดเชยกันได้ คือจะมองเป็นจุดดี แต่ในด้านลบก็มีเหมือนกัน ในกรณีที่พ่อแม่กดดันค่อนข้างเยอะ หรือว่าบางครั้งพ่อแม่พาลูกไปแข่ง แล้วก็ไปผูกชัยชนะกับตัวตนของลูก พอแพ้ปุ๊บ เด็กก็จะ โห…เหมือนฉันไม่ดีเลยนะ หนูเป็นเด็กไม่ดี เด็กไม่มีคุณค่า คือมองตัวเองในแง่ลบทันทีที่ตัวเองแพ้ ซึ่งสุดท้ายแล้วหมอมองว่าครอบครัวเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ”

หนังสือประเภท How to หรือคู่มือพ่อแม่ยุคใหม่ที่วางจำหน่ายอยู่เกลื่อนตลาด ชี้ชัดว่า กระแสการเลี้ยงลูกยุคใหม่ต้องให้เด็กเติบโตมาเป็นคนคุณภาพ แน่นอนว่า พ่อแม่ทุกคนอยากเห็นลูกๆ ของตัวเองเติบโตมาเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ดังนั้นจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต กอปรกับกระแสสังคมที่กำลังให้ความนิยมกับสิ่งใดก็มักจะเทความสนใจให้กับสิ่งนั้นมาก จึงไม่แปลกที่สถาบันพัฒนาศักยภาพสำหรับเด็กจึงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“อยากให้เลี้ยงลูกด้วยจิตใจ คือหมายความว่า ดูแลเอาใจใส่ แล้วก็ดูว่าเขามีความชอบด้านไหนเป็นพิเศษ แล้วเราค่อยส่งเสริมไปด้านนั้น เด็กเล็กๆ บางทีเขาไม่รู้หรอกว่าเขาชอบอะไร พ่อแม่อาจจะเสริมนิดๆ เหมือนบางคนไปเรียนดนตรีแป๊บหนึ่ง ไม่เอาแล้ว เราต้องคะยั้นคะยอสักนิดหนึ่ง ลองดูผ่านช่วงหนึ่งเด็กอาจจะชอบก็ได้ บางทีก็บอกยากเหมือนกัน แล้วก็เลี้ยงดูตามศักยภาพ ศักยภาพเขาแค่ไหน เราก็เลี้ยงดูเขาแค่นั้น ส่งเสริมตามความเป็นจริง บางทีพ่อแม่มุมมองกับลูกมันจะโอเว่อร์เลยนะ รู้สึกว่าลูกฉันเก่งมากเลย ก็ต้องงดเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น เพราะนั่นจะทำให้เด็กย่ำแย่ บางทีเทียบกับพี่น้อง หรือเทียบกับเด็กข้างบ้าน เด็กก็จะรู้สึกว่า มันไม่ใช่ เพราะจุดแข็งของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเรียนไม่เก่ง พ่อแม่ก็ชอบเปรียบเทียบเรื่องการเรียน แต่อาจจะเล่นกีฬาเก่งก็ได้ เราก็ไปส่งเสริมเรื่องกีฬา แต่เรียนหนังสือเรียนมั้ย เรียนนะคะ แต่ไม่ต้องไปเทียบว่าทำไมเขาเรียนได้ที่ 10 ทำไมเราได้ที่ 30

“จริงๆ ความคาดหวังมันเป็นความน่าเห็นใจของพ่อแม่นะ ใครๆ มีลูกก็ต้องคาดหวังทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องปรับให้มันพอเหมาะพอสมกับลูก คือหวังได้ มันต้องหวังนะคะ หวังได้มั้ย หวังได้ แต่ว่าอย่าไปผ่านอะไรที่มันกดดัน อย่างหมอหวังให้ลูกเรียนเก่งมั้ย หมอก็ต้องหวังให้ลูกเรียนเก่ง ถูกมั้ย เป็นธรรมชาติของพ่อแม่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตรงนั้นเราดำเนินการยังไง นั่นคือสำคัญ แต่พ่อแม่เขาก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลัง pressure ลูก เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอยู่…หรือความใฝ่ฝันตัวเองในวัยเด็กมันไม่ได้ถูกเติมเต็ม บางคนก็มาใส่ที่ลูกให้เติมเต็มในสิ่งที่ขาด แต่ก็ไม่ทั้งหมด คิดว่ามีแค่ส่วนเดียว” คุณหมอโสรยา ว่า

บุญวิภา พรลิขิตเปี่ยมโชติ อาจเป็นหนึ่งในคุณแม่ “ส่วนเดียว” อย่างที่คุณหมอโสรยาบอก เพราะเธอยอมรับว่า ตอนเด็กๆ เธอเองเป็นคนขาดความมั่นใจ เมื่อมีลูกจึงอยากฝึกฝนให้เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจตั้งแต่เด็ก

“ปลูกฝังให้เขาร้องเพลง เพราะตอนเด็กๆ เราเป็นคนขี้อาย ยืนหน้าชั้นขาก็สั่น ปวดฉี่ รู้สึกว่าเป็นปมด้อย พอมีลูกเราก็เลยฝึกให้เขากล้า ให้เขามั่นใจ แต่ตัวน้องเองเขาก็ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กด้วย ตั้งแต่ 2 ขวบ เราเลยสนับสนุนเขา แต่เดี๋ยวนี้เราก็จะเห็นว่าพ่อแม่จะมีคู่มือเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ ซึ่งนั่นผิดประเด็นแล้วนะ คุณกำลังสร้างความเครียดให้กับลูก เด็กไทยตอนนี้เรียนหนักเกินไป เรียนในโรงเรียนเสร็จก็ต้องไปเรียนพิเศษ เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องเรียน ไปสถาบันนั้นนี้เต็มไปหมด ซึ่งเราไม่สนับสนุนแบบนั้น เราให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ”

ผลแห่งการฝึกฝนทำให้ น้องจีนี่-ญาณิศา แสงภักดี ลูกสาววัย 8 ขวบของบุญวิภา และเป็นนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ KIS ผ่านเข้ารอบ Battle ในการแข่งขัน The Vioce Kids Thailand ซึ่งถือเป็นความสำเร็จก้าวหนึ่งในการแข่งขัน

“น้องเขาก็เคยถามคุณแม่เหมือนกันว่า ถ้าหนูทำไม่ได้คุณแม่จะรู้สึกยังไง แม่ก็บอกว่า ถึงโค้ชไม่กดเลยคุณแม่ก็ไม่สนใจ เพราะหัวใจของแม่อยู่ที่ลูกหมดแล้ว”

ด้านคุณพ่อ คเชนทร์ แสงภักดี เสริมว่า การเลี้ยงลูกยุคใหม่ต้องใช้หัวใจไม่ใช่เงินทอง ดังนั้นต้องใส่ใจและให้เวลากับลูกมากๆ

“เราเลี้ยงลูกแบบให้ลูกใช้ความคิด ให้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ อย่างเรื่องไปประกวดแข่งขัน เราไม่เคยสอนให้เขาชนะ บางรอบเขาชนะ เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าเขาชนะ อะไรแบบนี้ คือ…การไปแข่งขันในความคิดของครอบครัวเรา เป็นการให้เขาไปเรียนวิชาสังคมศาสตร์ จะสอนเขาว่า ถ้าทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด อย่าไปคาดหวัง อย่าไปกดดัน แล้วน้องเขาชอบในสิ่งที่เขาทำ เมื่อเขาเห็นคนดูยิ้มให้เขาก็มีความสุข แค่นั้น”

ส่วน กุลนาถ กฤตย์คุณาวุธ คุณแม่ของ น้องบอส-ปาลีรัตน์ ก้อนบาง นักร้องเสียงดีวัย 14 ปี จากโรงเรียนราชวินิต บางแก้ว ยอมรับว่า การเลี้ยงลูกในยุคที่มีการแข่งขันสูงในทุกๆ ด้านนั้น ถือว่าต้องใช้ความเข้าใจสูง เพราะนอกจากจะต้องส่งเสริมกิจกรรมตามความพึงพอใจของลูกๆ แล้ว การดูแลให้เขาอยู่ในกรอบที่ดีงามแบบที่สังคมต้องการ ก็ถือเป็นงานที่หนักหนาพอสมควร

“เราต้องทำความเข้าใจกับวัยรุ่นว่าเขาต้องการอะไร ยิ่งเดี๋ยวนี้มีอินเตอร์เน็ต มีเฟซบุ๊ค ก็ห้ามยากนะ แต่เราก็จะมีระเบียบวินัยในการใช้ กำหนดเวลาให้เขา แบ่งเวลา แม่ไม่ห้ามนะแต่ต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน เราจะปลูกฝังว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม แล้วให้ลูกเป็นเพื่อนกับแม่ในเฟซบุ๊คด้วย คือถ้าลูกพูดไม่ดีออกไปเราก็จะคอยเตือน”

ในส่วนของการตัดสินใจเข้าสู่การแข่งขัน กุลนาถ ว่า เป็นความต้องการของลูกสาวเองล้วนๆ

“หนูชอบร้องเพลงค่ะ ชอบความท้าทาย อยากไปโชว์ความสามารถที่เรามีให้คนอื่นๆ ได้ชม ก็คาดหวังไว้นิดหน่อย แต่ก็ทำเต็มที่ หนูว่าการแข่งขันมันทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้น มีความพยายาม แต่ถ้าไปแข่งไม่ชนะ บางทีก็เสียใจนะ แต่หนูจะไม่เสียใจนาน จะบอกตัวเองว่า วันนี้เราพลาดไป ไม่เป็นไรวันหน้ายังมีอีกหลายเวทีที่รอเราอยู่ คือจะให้กำลังใจตัวเองตลอด” น้องบอส หนึ่งในผู้เข้ารอบจากการประกวด The Voice Kids Thailand บอก

ทั้ง 2 ครอบครัวถือเป็นตัวอย่างของการนำพา “เด็ก” เข้าสู่การแข่งขันแบบรู้เท่าทัน ทั้งยังสามารถแปลงสนามแห่งการต่อสู้นั้นให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่ก็ใช่ว่าพ่อแม่ยุคใหม่ทุกคนจะสามารถอบรมลูกให้มีความสุขกับชีวิตได้ทั้งหมด เพราะบางครอบครัวที่ใช้วิธีการเลี้ยงแบบผิดๆ อาจจะทำให้เด็กคิดไปเองว่า “ต้องชนะ” เท่านั้นจึงจะอยู่ในสังคมที่มีแต่การแข่งขันแห่งนี้ได้ ซึ่งคุณหมอโสรยา บอกว่า เด็กที่อยู่ในบรรยากาศการแข่งขันแบบกดดันมาตลอด อาจจะมองเห็นแต่ตัวเอง จนนำไปสู่การเอาเปรียบ หรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ

จริงอยู่ว่า ในสังคมแห่งการแข่งขันย่อมมีทั้ง “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ผู้ชนะคือผู้ที่ถูกเลือก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้แพ้จะไม่มีที่ยืนในสังคม และถ้าจะวิเคราะห์กันให้ดีๆ โลกใบนี้มีผู้แพ้เดินสวนทางกันไปมาเต็มไปหมด ผู้ชนะต่างหากที่โดดเดี่ยว เพราะเป็นคนกลุ่มน้อย แต่ถึงอย่างไร พ่อแม่ยุคใหม่(ส่วนมาก)ก็มีความหวังลึกๆ ว่า อยากให้ลูกของตนเองเป็น “ผู้ชนะ” อยู่ดี

จอแก้ว : เรื่องย่อ ‘จุดนัดภพ ปี2’

 

จอแก้ว : เรื่องย่อ ‘จุดนัดภพ ปี2’

จอแก้ว : เรื่องย่อ : ‘จุดนัดภพ ปี2’

 

จุดนัดภพ ปี 2 ความทรงจำของพ้อพจะค่อยๆ กลับมาบางส่วน จากการที่เขาได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ ช่วยเหลือคนและดวงวิญญาณที่เดือดร้อน จนทำให้บุญกุศลเริ่มมากขึ้น เมื่อมีบุญมากขึ้นพ้อพก็เข้าใกล้กับการที่จะได้ไปสู่สุขคติมากขึ้น(หรือไปเกิดใหม่) แต่เหมือนที่โยมเคยบอกเอาไว้ว่าพ้อพต้องจดจำเรื่องราวของตัวเองให้ได้ทั้งหมดเสียก่อน ดวงวิญญาณของเขาจึงจะได้ไปสู่สุขคติ

เนื้อหาของ PART นี้จะกระจัดกระจาย และไม่เรียงลำดับ เพราะต้องการสื่อให้เห็นว่าความทรงจำของพ้อพมีมากมายและทุกอย่างยังเป็นปริศนาอยู่ แต่ความทรงจำจะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพ้อพต้องไปเจอกับ คน/สถานที่/สิ่งของ ที่เกี่ยวข้องกับเขาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าข้อมูลที่เข้ามากระทบกับความทรงจำของเขาคืออะไร บางครั้งก็ดี บางครั้งก็เหมือนจะสับสนว่าเป็นเรื่องร้ายหรือดีแต่เรื่องราวก็จะประกอบเข้าเป็นจิ๊กซอว์ทีละชิ้น จนปะติดปะต่อกันเป็นก้อนใหญ่ จนทำให้พ้อพพอจะรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร

(เนื้อเรื่องจะเล่าถึง…เรื่องราวในอดีตก่อนที่ พ้อพ (บีม กวี ตันจรารักษ์) จะตายแล้วกลายเป็นผีความจำเสื่อมถือเป็นการเฉลยอดีตของพระเอก)

จูน (โบว์ เบจวรรณ) หญิงสาวสวยเซ็กซี่น้องสาวคนเดียวของ โจ (สหัสชัย ชุมรุม) หัวหน้าองค์กรลับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย้(ค้ายารายใหญ่)ที่ใครๆเรียกว่า บอส ได้พบกับ พ้อพ (บีม กวี ตันจรารักษ์) ตำรวจหนุ่มในคราบของเชฟที่อยากหัดยิงปืน ซึ่งปลอมตัวเข้ามาทำคดีที่มีชื่อรหัสว่า CC2 ต่อจากแฟนสาวที่ปฏิบัติการในรหัส CC1 แต่ไม่สำเร็จจนตัวต้องตาย…เพื่อแก้แค้นที่เค้าต้องเสียคนรักไปเพราะบอสเป็นคนสั่งเก็บเนื่องจากจับได้ว่าเป็นตำรวจปลอมตัวมา….หลังจากที่พบกันเธอก็เริ่มมีใจให้เขา จนถึงขั้นเชื่อสนิทใจว่าเขาก็มีใจให้เธอ ความเป็นสายลับของพ้อพจึงถูกอำพลางด้วยความไว้ใจของจูน

จูนพาพ้อพเข้าแก๊งไปพบกับพี่ชาย ซึ่งแน่นอนต้องโดนลองใจว่าเค้าเป็นสายให้ตำรวจหรือไม่แล้วพ้อพก็พิสูจน์ตัวเองว่าเขายินดีจะเข้าร่วมแก๊งด้วยการฆ่าคนคนเดียวที่รู้ว่าเค้าเป็นตำรวจตามคำสั่งของโจ(สหัสชัย ชุมรุม) นั่นคือ ผู้กำกับ สยาม รุ่งเรืองไทย (อาหมู สมภพ เบญจาทิกุล) หลังจากนั้นมา พ้อพก็ได้ดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งสืบ เก็บข้อมูล หาหลักฐานเกี่ยวกับองค์กรนี้จนครบ จึงขอความช่วยเหลือไปทาง ดาบตำรวจซึ่งช่วยเค้ามาตลอด พ้อพลอบวางแผนล้อมจับแก๊งพยัคฆ์ดำเรียบร้อย

เมื่อถึงวันที่ พ้อพ (บีมกวี) เข้าทลายแก๊งพยัคดำแล้วทำให้ จูน (โบว์ เบจวรรณ) ต้องตายเป็นเหตุให้โจโกรธและอาฆาตมากมาย จนกลายเป็นวิญญาณตามมาทำร้ายพ๊อพและเพื่อนๆ ชาวจุดนัดภพมาตลอดเพราะต้องการทำให้คนรอบกายที่พ้อพรักเป็นอันตรายเพื่อส่งผลไปถึงความทรมาณของพ้อพด้วย จนสุดท้ายเหตุการณ์จะคลี่คลายเมื่อทั้ง 2 ดวงวิญญาณนัดสู้กันเพื่อล้างแค้น แล้วพ้อพจึงบอกความจริงกับโจว่าจริงๆแล้วเค้าเองก็สงสารและเห็นใจจูนอย่างมากเพราะความดีของเธอ จนสัญญากับเธอว่าจะดูแลเธอตลอดไป หลังจากจับโจเข้าคุกเพื่อชดใช้ความผิดแล้ว แต่แล้วเหตุการณ์กลับไม่เป็นดั่งคาด กลับทำให้เธอตายไปซะก่อนจึงทำให้โจแค้นเขาตลอดมา เมื่อเหตุกาณ์คลี่คลาย โจยอมไปสู่สุขติ แต่ทิ้งปมไว้ให้พ้อพว่า ที่เขาไม่สามารถไปสู่สุขติเหมือนวิญญาณทั่วไปที่หมดห่วงก็เพราะจริงๆแล้วเขา ยังไม่ตาย แต่ร่างอยู่ที่ไหนนั้นยังคงเป็นความลับที่ต้องหากันต่อไป เหตุการณ์จะลงเอยอย่างไร ต้องติดตามต่อไปค่ะ

 

**ตัวละครหลัก

 

บีม กวี ตันจรารักษ์ เป็น พ้อพ หรือ ภพ : เอกภพ เบญจนาคิน

หนุ่มวัย 30 ปี หล่อ เท่ ตี๋อินเทรนด์สไตล์เกาหลี  ใจดีขี้เล่น ปนกะล่อนและเจ้าชู้ ครบสูตรของผู้ชายลั้นลา กวนอารมณ์ให้โมโหและสร้างความสุขให้กับคนใกล้ชิดได้ตลอดเวลาที่ตื่นแต่มีข้อเสียคือจำอะไรไม่ได้ เค้าจำไม่ได้เลยว่าก่อนตายเขาเป็นใครทำอะไรมา

 

สุชาร์ มานะยิ่ง เป็น เลย์ : เลลา วิลัยธรรม

นักศึกษาสาวสวย วัย 19 ปี สูงยาว ขาวดี ผมยาวดำ ชอบแสดงความรู้สึกต่างๆ ผ่านตาคู่สวย เรื่องแต่งตัวไม่แพ้ใครสวย เนี้ยบ เปรี้ยว ทันสมัย ความจำเป็นเลิศ เป็นสาวไอทีอินเทรนด์ทุกเรื่อง อีกบุคลิกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงในวัยเด็กที่เป็นเด็กเนิร์ด สวมแว่นตาหนา หน้ามัน หัวยุ่ง ดัดฟันจนใครๆ ก็ขำเวลาเห็นเธอ

 

ธนา ฉัตรบริรักษ์ เป็น คิม: คิมหันต์ ตั้งตรงใจ

นักศึกษาหนุ่มวิศวกร ด้านไอที วัย 19 ปี หล่อ มาดเซอร์ สูงชลูด ลุยไหนเฮนั้น กล้าบ้าบิ่น กล้าแสดงออกในทางความคิด มีจุดมุ่งหมายชีวิตชัดเจนในทุกเรื่อง หัวใจมีคุณธรรมสุภาพบุรุษเต็มตัว ข้อเสียข้อเดียวคือ ซุ่มซ่าม

 

นาระ เอื้อทวีกุล เป็น จี๋ : จีราธร แสงเงิน

นักศึกษาสาวอายุ 22 ปี สวย ขี้อ้อน รูปร่างหน้าตาดี น่ารัก ช่างพูดช่างคุย ช่างจ้อ พูดน้ำไหลไฟดับ หลับก็ยังละเมอพูด เข้าสังคม รักคนง่าย เป็นประธานชมรมเชียร์ของมหาวิทยาลัยเป็นนักกิจกรรมตัวยง

 

พุฒิชัย เกษตรสิน (หมวดบู้) เป็น หมวดบู๊ : ร.ต.อ บูรพา ธาราทิพย์

ผู้หมวดหนุ่ม อายุ 28 สุดหล่อ อนาคตไกล จบนอกแต่ปากไวและขี้โม้เรื่องเส้นใหญ่ทุกสถาบัน ก่อนที่จะหันเห มาเข้ากรมตำรวจ หมวดบู๊เคยบวชเรียนในสายพระนักปฏิบัติจนร่ำๆ ว่าจะบวชไม่สึกตลอดชีวิต จนกระทั่ง โยมพ่อนายพลเส้นใหญ่บึ้มของหมวดต้องนิมนต์ให้ลาสิกขาเพื่อมาสานต่ออาชีพอันเก่าแก่และทรงเกียรติของตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เลยทำให้หมวดบู๊มีฤทธิ์อภิญญาเบาๆ พอจะรับเรื่องผีๆ สางๆ ได้

 

แม่เม้าท์ สุดา ชื่นบาน เป็น เจ๊เล้ง : อุไรพร แซ่เล้ง
อายุประมาณ 45 ปี งกบ้าง เคี่ยวบ้างตามแต่สถานการณ์ เป็นเจ้าของบ้านเช่าสุดน่ารักและละเอียดยิบ ชอบเล่นหวยและเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติแบบหัวปักหัวปำ มักจะมาเป็นที่ปรึกษาให้กับสาวๆ ในยามคับขัน แต่เนื่องจากผ่านส่งต่างๆ มาด้วยกันมามาย ด้วยอารมณ์ทั้งกลัวทั้งกล้า เพราะเป็นคนกลัวผี…อย่างแรงส์ แต่ก็พยายามช่วยจนสำเร็จ

 

สมทบความลี้ลับ โดย สหัสชัย ชุมรุม เป็น โจ

หัวหน้าองค์กรลับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ค้ายารายใหญ่) ที่ใครๆ เรียกว่า บอส

 

เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์ เป็น จูน

หญิงสาวสวยเซ็กซี่น้องสาวคนเดียวของ โจ เป็นตัวแปลสำคัญของการเข้าไปเกี่ยวพันกับองค์กรค้ายารายใหญ่ของพ๊อพ

 

โกสินทร์ ราชกรม เป็น สอง

สมุนมือขวาของสอง มุทะลุ ดุดัน รักแรงแค้นแรง ทั้งรักและบูชาสองดั่งพี่ชาย แถมยังแอบหลงรักจูนอย่างถวายหัวอีกด้วย

 

สมภพ เบญจาทิกุล เป็น ผู้กำกับ สยาม รุ่งเรืองไทย

เจ้านายเก่าของคู่หมั้นพ้อพที่เป็นสายลับ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่จนตัวเองตาย…พ้อพจึงขอเข้าไปทำงานนี้เพื่อสานต่อความตั้งใจ ของคนรัก

‘พาราด็อกซ์’ยกทัพเต็มคอนเสิร์ต’ผงาดง้ำฯ’

‘พาราด็อกซ์’ ยกทัพอลหม่าน พล่านเต็มคอนเสิร์ต ‘ผงาดง้ำฯ’

 

เดือดพล่านกันเต็มเวทีเลยทีเดียว สำหรับวง “พาราด็อกซ์” จากค่าย “จีนี่ เรคคอร์ด” กับคอนเสิร์ต “ยามาฮ่า พรีเซนต์ พาราด็อก คอนเสิร์ต ผงาดง้ำค้ำโลก โดดไม่รู้ล้ม” จัดไปเมื่อวันก่อนที่ อิมแพ็คเอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี งานนี้ทีมเกเรของ “ป๋าเต็ด”ยุทธนา จัดมาครบทั้งภาพ แสง เสียง กลิ่น รส สัมผัส จัดเต็มให้ “เด็กด็อก” กว่า 5 พันคน คุ้มเกินคุ้มกับ 10 ปีที่รอคอย

เปิดเวทีเพลงแรก ก็โดดกันยับกับเพลง “น้องเปิ้ล, เรดิโอ, กลิ่นโรงพยาบาล, โรตีที่รัก, ไถล” ก่อนที่ผ้าดำที่ขึงไว้จะถูกกระชากลงเผยให้เห็นเวที ที่ตกแต่ง ด้วยตุ๊กตายางเป่าลมรูปสัตว์ต่างๆ สีสันสดใสนับหมื่นตัว มาพร้อมกับแสงสีเต็มรูปแบบ และใช่ว่าจะโชว์ตุ๊กตาให้ดูเฉยๆ เพราะโจ๊กเกอร์และว๊ากเกอร์ประจำวงขนเอาปลาโลมาตัวใหญ่เท่าคนกว่า 20 ตัวออกมาโยนแจกคนดูในชุดเมดเล่ย์ ช่วงเพลงช้า แขกรับเชิญคู่แรก ทราย ฟาเรนไฮต์ ออกมาฟีเจอริ่งกับ ต้า ในเพลง “การรอคอย” ต่อด้วย “เต้น ไมค์ไอดอล” โชว์พลังเสียงกับเพลง “รสชาติแห่งความรัก” จากนั้น “ต้า” กับ บิ๊ก มือกีต้าร์ ลงจากเวทีใหญ่โดดขึ้นเวทีเล็กที่เคลื่อนไปรอบฮอลล์เล่นกีต้าร์โปร่งเพลงเพราะๆ “เพ้อ , ดาว , เงา”

มาถึงแขกรับเชิญ ที่ขาดไม่ได้อย่าง “ลุลา” ศิษย์ก้นกุฏิของต้าก็ขึ้นมาแจม ก่อนจะคืนเวทีให้พาราด็อกซ์โซโล่ยาวๆ โดยมีแขกรับเชิญและเพื่อนศิลปินทั้งหมดพร้อมใจกันขึ้นมาอลหม่านพล่านบนเวทีจนจบ แต่ป๋าเต็ดยังไม่ยอมให้จบง่ายๆ จัดช่วงอังกอร์ให้เด็กด็อกซ์ได้โดดไม่รู้ล้มกันอีกนับสิบเพลง ซึ่งช่วงอังกอร์นี้ เต๋า สวีทมัลเล็ท และ แน็ป เรโทรสเปค ก็โผล่มาแจมท่อนแร็พในเพลงปีศาจอย่างสนุกสนาน

เกรท-กู๊ด’โชว์เกรียนแลกหมัดมัดใจสาว

พักยก : ‘เกรท-กู๊ด’ สุดฟิตขึ้นสังเวียน โชว์เกรียนแลกหมัดมัดใจสาว : เรื่อง ภัทรวรรณ สุนทรธนานุกูล/ ภาพ ฐานิส สุดโต

 

กลับมาเจอกันครั้ง สำหรับกิจกรรรมสุดเลิศ พักยก ซึ่งในสัปดาห์นี้เป็นการกิจกรรมดีๆ ของคู่พี่น้องคนดัง โดยพี่ชายมีดีกรีเป็นถึงพระเอกหนุ่มมาดเข้มแห่งวิกพระราม 4 ส่วนน้องชายก็ไม่เบา คว้าที่ 1 ของการประกวดร้องเพลง จากเคพีเอ็น อยากรู้แล้วชิมิว่าเป็นใครกันหนอ ต้องตามมาดูกันเองจ้า

โดยจุดนัดหมายของการทำพักยกวันนี้ อยู่ที่ ชาคริต มวยไทย ย่านสุขุมวิท 39 ซึ่งมวยไทยนี้นับว่าเป็นกีฬาโปรดของ “กู๊ด” ชยพล ปัญหกาญจน์ เจ้าของเพลงฮิตอย่าง “นิยายเรื่องนี้ไม่มีนางเอก” และพี่ชายที่มาด้วยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “เกรท” วรินทร พระเอกวิก 3 ที่จะมาร่วมขยับแข้งขยับขา เรียกเหงื่อ ตามประสาพี่น้อง

เมื่อมาถึงที่นัดหมาย หนุ่มกู๊ด มาในชุดเสื้อยืดสีกากีกับกางเกงยีนส์ พร้อมด้วยกระเป๋าสะพายใบโต เดินตรงมาหาทีมงาน สักครู่ใหญ่ๆ พี่ชายเดินตามมาสมทบ หนุ่มเกรทมาในชุดเสื้อยืดสีเทา เสริมความหล่อตามแบบฉบับพระเอกด้วย แว่นดำ ทรงตี๋ใหญ่ ก่อนที่ทั้งคู่จะเปลี่ยนชุด เป็นชุดวอล์ม เลยต้องคว้าตัวมาโพสต์ท่าเท่ห์ๆ ไว้เป็นที่ระลึกกันเสียหน่อย โดยหนุ่มเกรทพูดขึ้นกับกู๊ดว่า “ใช้ท่า ไอรอนแมน นะ แบบว่ากำลังอิน” จากทั้งคู่ก็ทำท่าดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

เมื่อได้รูปภาพจนหนำใจแล้ว ถึงคราวที่สองพี่น้อง ต้องขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า มาเป็นชุดวอล์มที่ดูกระฉับกระเฉง โดยหนุ่มกู๊ดเลือกสวมเสื้อวอล์มสีดำแขนกุดแบบโชว์กล้ามแขน กับกางเกงผ้าร่มสีดำพอดีเข่า ฟากพี่ชายก็ไม่เบา เพราะเลือกสวมเสื้อยืดวอล์มแขดกุดแบบพอดีตัว คู่กับกางเกงวอล์มขายาวสีเทา เมื่อดูทั้งสองหนุ่มสวมชุดกีฬาแบบนี้แล้ว รู้สึกถึงความเป็นหนุ่มรักสุขภาพมากๆ  ฮืม…ม  กล้ามแน่นดีแท้หนอ…อ

วันนี้ทั้งเกรทและกู๊ดโชคดีมากๆ เพราะว่าเทรนเนอร์ ที่มาสอนท่ามวยไทยฉบับต้นตำรับก็คือ เพชรพระเยาว์ ช.วีโก้  หัวหน้าเทนเนอร์คนเก่งประจำ ชาคริต มวยไทย นั่นเอง แต่ก่อนจะเจอของจริง แบบไม่ยั้ง ทั้งสองหนุ่มคงต้องวอล์มร่างกาย อุ่นเครื่อง กระตุ้นความฟิตกันก่อน มิฉะนั้นหากพลีพลาม รับรองว่าอาจจะเกิดอาการบาดเจ็บแบบไม่ทันตั้งตัว

ดังนั้นในฐานะของพี่ชาย หนุ่มเกรท เลยขอประเดิมท่ายืดเส้นยืดสายเป็นคนแรก โดยมีหนุ่มกู๊ดเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งกู๊ดหันมาพูดกับทีมงานว่า “ส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยได้ยืดเส้นแบบนี้นะ มาถึงก็คว้าเชือกมากระโดดเลย” พอสิ้นเสียง กู๊ดก็ลุกขึ้นไปหยิบเชือกที่วางอยู่บนชั้นมากระโดดอย่างเอาจริงเอาจัง เกรทได้แต่มองน้องชาย พร้อมทั้งร้องทักว่า “เฮ้ย … กู๊ดวอล์มเร็วไปนะ เดี๋ยวก็เจ็บหรอก มานี่เลย มาทำพร้อมพี่ก่อน” หนุ่มเกรทชักชวนน้องชายให้มาวอล์มร่างกายตามสเต็ป ช่างเป็นพี่น้องที่แอบมีมุมหวานเป็นห่วงเป็นใยกัน

และเมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาไม่น่าเชื่อว่า ทั้งเกรทและกู๊ดใช้เวลาอุ่นเครื่องราวๆ 30 นาทีเห็นจะได้ โอ้ย..แม่เจ้าทั้งสองร่างเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่ออาบร่าง อยากจะบอกว่า เซ็กซี่อ่ะ เหงื่อเม็ดเบ้งบนกล้ามแน่ๆ เพลินตาดีเหมือนกันนะเจ้าค่ะ ก่อนที่จะเข้าขั้นเพ้อมากไปกว่านี้ เทรนเนอร์คนเก่ง ก็ร้องเรียกทั้งสองหนุ่ม เพราะถึงคิวลงนวม และเรียนรู้ท่าทางของมวยไทยให้ถึงแก่น เพราะศิลปะแขนงนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก

ออกสตาร์ท ท่าแรกที่ทั้ง เกรท และ กู๊ด จะต้องฝึกได้แก่ท่า ปล่อยหมัดแบบให้เข้าเป้า หรือที่เรียกว่า หมัดตรง เป็นการชกหมัดออกไปจากไหล่ให้เป็นแนววิถีทางตรงไปสู่เป้าหมาย ซึ่งขอบอกว่าทั้งเกรทและกู๊ด ทำท่าได้ออกมาดูดี สมจริงมากๆ โดยหนุ่มเกรทหันมาบอกกับทีมงานว่า “เรื่องลีลาของผมเป็นเลิศ เพราะผมมาสายนี้” จากนั้นหนุ่มเกรทก็อดขำตัวเองไม่ได้กับท่าทางที่ทำออกไป

ส่วนหนุ่มกู๊ดก็ใช่ย่อย เพราะลีลาการออกหมัด ราวกับนักมวยไทยมืออาชีพ ซึ่งหนุ่มกู๊ดพูดสมทบว่า “ของผมไม่เน้นลีลานะ แต่ขอให้ดูสมจริงก็พอ” หลังจากออกหมัดตรงกันมาสักระยะ จนดูเข้าที่เข้าทางแล้ว เทรนเนอร์จึงจัดท่ามวยไทยเบื้องต้น ให้อีกหลายชุดทั้งหมัดเสย หมัดตวัด ศอกตี เข่าเฉียง เข่าโค้ง เยอะจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว  หมดจากการฝึกแบบเบื้องต้น หนุ่มกู๊ดถึงขั้นหมดเรี่ยวแรง ขอเทรนเนอร์ มานั่งพักสูดอ๊อกซิเจนให้เข้าปอดสักครู่ “เป็นครั้งแรกของผมจริงๆ เลยที่เจอแบบจัดเต็มแบบนี้  เหนื่อยเวอร์เลย” กู๊ดพูดขึ้น

ผิดกลับหนุ่มเกรท ที่ดูยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เพราะยังออกทั้งหมัดทั้งเข่า ชนิดที่ว่าดูยังไงๆ ก็ไม่เหนื่อยเอาเสียเลย งานนี้เลยต้องคว้าตัวมาถามไถ่เสียหน่อยว่า ทำทำไมแรงถึงได้ดีขนาดนี้ ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า “เอาจริงนะ ผมเน้นลีลา ตามที่บอกไง ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก” พอพูดจบ ทุกคนถึงบางอ้อ ขอยกตำแหน่ง จอมลีลาไปครองเลยจ้า

หลังจากตักตวงลีลาเด็ดจากเทรนเนอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงคราวที่สองพี่น้อง คือ พยัคฆ์เกรท ณ หนองแขม ต้องมาแลกหมัดกับ เสือน้อยกู๊ด เค.เคพีเอ็น บนสังเวียน หมดจากศึกครั้งนี้ สงสัยทั้งเกรทและกู๊ดคงกลับไปนอนหลับฝันดีแน่ๆ